เนื่องจากผลวิจัยกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตปัจจุบันแจ้งว่า กว่า 60% เป็นกลุ่มผู้ใช้ที่มีอายุต่ำกว่า 24 ปี จึงมีความคิดว่าการทำธุรกิจในรูปแบบของการออนไลน์นั้น น่าจะเป็นธุรกิจที่กลุ่มผู้ใช้ที่มีอายุต่ำกว่า 24 ปี มีความต้องการในการใช้บริการ และจากผลสำรวจนี้เราสามารถเห็นได้ชัดว่ากลุ่มเป้าหมายของธุรกิจจะมีเปอร์เซ็นที่มากพอสำหรับธุรกิจออนไลน์ จึงเห็นได้ว่าการทำธุรกิจกวดวิชาผ่านระบบอินเตอร์เน็ตอยู่ในกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตปัจจุบันนั้นเอง ซึ่งทางดิฉันได้เล็งเห็นถึงการกวดวิชาของเด็กในวัยอายุ 15 ถึง 20 ปี ซึ่งเป็นวัยที่กำลังแข่งขันเพื่อการศึกษาต่อในสถาบันที่ต้องการ ดังนั้นการกวดวิชาในปัจจุบันจึงมีความต้องการสูงในเด็กวัยนี้ ซึงนั้นเองเป็นกลุ่มเป้ากหมายที่สำรวจแล้ว่าเป็นกลุ่มที่มีการใช้งานอินเตอร์เน็ตสูง และการจัดทำกวดวิชาออนไลต์นั้นเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เด็กสามารถเข้ามากวดวิชาเวลาใดก็ได้ ซึ่งมีข้อดีกว่าการไปกวดวิชาตามสถาบันต่างๆ ที่เปิดสอนตามสถานที่ต่างๆซึ่งเด็กหลายๆกลุ่มที่ไม่สามารถมาเรียนที่สถาบันกวดวิชาหรืออาจารย์ผู้สอนที่ตนต้องการได้ เช่น เด็กต่างจังหวัด หาดต้องการมาเรียนที่สถาบันใน กทม. ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่สูงมาก และเมื่อเข้าไปนั่งกวดวิชาในสถาบันนั้นๆจะเกิดปัญหา นักเรียนมีจำนวนมากเกินทำให้เกิดอุปสรรคต่อการเรียนในห้องกวดวิชา จึงทำให้เล็งเห็นถึงกลุ่มเป้าหมายที่สามารถนั่งเรียนที่บ้านได้โดยไม่มีสิ่งรบกวน สามารถเล็งเห็นถึงสถาบันกวดวิชาที่มีชื่อเสียงก็มีจำนวนรอบการสอนที่จำกัดทำให้เกิดการแย่งชิงที่นั่งในการเข้ากวดวิชานั้นๆ และนอกเหนือจากนี้ความต้องการเข้าเรียนกับสถาบันที่ต้องการโดยการเรียนกับอาจารย์ที่เด็กต้องการนั้นเด็กจะต้องมาเรียนที่ กทม. เท่านัน ทำให้เด็กต่างจังหวัดเสียโอกาศตรงนี้ไป ทั้งนี้สถาบันกวดวิชาดังๆที่มีอยู่ก็มีสาขมากมายทั่วปรเทศก็จิงแต่ส่วนใหญ่หากเด็กต้องการเรียนก็จะได้เรยนในรูปแบบของวีดีทัศน์ที่เปิดให้เด็กนั่งเรียนเองในห้อง เท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีบริการแบบทดสอบก่อนเรียน หลังเรียนเพื่อประเมินคุณภาพของการเรียนการสอนนั้นด้วย ทั้งนี้ก็จะประเมินผู้เรียนไปด้วย นอกจากนี้ผู้ที่จะเป็นผู้สอนผ่านทางอินเตอร์เน็ตนั้นๆ ก็ต้องมีชื่อเสียงในรายวิชาต่างๆ เพื่อเป็นตัวเลือกให้ผู้ที่ต้องการเข้ากกวดวิชาสามารถเลือกเรียนกับผู้สอนท่านที่ต้องการ ตามที่กำหนดไว้แต่ล่ะรายวิชา
จากผลสำรวจพบว่า เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 50 ที่บริเวณชั้น2 ของโรงหนังสยาม ย่านสยามสแควร์ ได้มีประชาชนร่วม 100 คน มานั่งคอยนอนคอย ต่อเป็นแถวยาวเหยียดที่ด้านข้างโรงหนัง ไปจนถึงบันไดทางลงด้านหลังอาคาร โดยบางรายถึงกับนำเสื่อมาปูนั่งๆนอนๆ มีการจัดข้าวปลาอาหาร มานั่งรับประทานกันเป็นครอบครัว และมีการจับกลุ่มคุยอย่างเป็นกันเอง สร้างความงุนงงให้กับผู้เดินผ่านไปมา เป็นอย่างมาก
เมื่อเข้าไปสอบถาม จึงทราบว่าทั้งหมดที่นั่งอยู่นั้น เป็นผู้ปกครองที่ส่วนใหญ่เดินทางมาจากจังหวัดรอบ กทม. เช่น ปทุมธานี นครปฐม ฯลฯ ขณะที่บางส่วนก็อาศัยอยู่ใน กทม. แต่ก็ต้องมาต่อคิวเพื่อรอรับบัตรเข้าเรียนพิเศษที่โรงเรียนกวดวิชาชื่อดัง “บ้านคำนวณ” โดยคนที่มาต่อคิวบางรายยอมรับว่า หอบเสื่อและหมอนมานอนคอยเวลาเปิดรับบัตรคิวได้ 2 วันแล้ว และต้องมีการผลัดเปลี่ยนกันในหมู่ญาติๆเข้ามาจองคิว เพียงเพื่อจะได้รับบัตรให้ลูกหลานของตัวที่เรียนอยู่โรงเรียนในจังหวัด ได้มีโอกาสเข้ามาเรียนในโรงเรียนกวดวิชาดังกล่าว ที่กำลังเปิดรับสมัครนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นประถมไปจนถึงมัธยมปลาย เข้าเรียนพิเศษในวิชาคณิตศาสตร์ กับอาจารย์อรรณพ สุขธำรงค์ ซึ่งผู้ปกครองที่มารอบัตรคิวต่างก็มุ่งหวังว่าลูกหลานของตัวเอง จะได้เข้าเรียนกวดวิชากับโรงเรียนแห่งนี้ หลังจากที่ถูกลูกหลานรบเร้าอย่างหนักว่าอยากมาเรียน ซึ่งบางรายก็ยอมรับว่า เป็นเพราะเห็นเพื่อนลูกมา จึงอยากให้ลูกมาเรียนบ้าง เช่น ผู้ปกครองอีกรายหนึ่ง เดินทางมาจาก จ.ปทุมธานี กล่าวว่า ที่ให้ลูกเรียนกวดวิชาเพราะลูกขอเรียนตามเพื่อน และเห็นว่าน่าจะดีกว่าให้ลูกอยู่บ้านเฉยๆ และเห็นว่าเด็กอื่นๆก็เรียนกวดวิชาเหมือนกัน จึงเห็นด้วยที่ลูกมาเรียน และมาเข้าคิวรับบัตรคิว เพื่อสมัครในวันที่ 11 ธ.ค.นี้ โดยผลัดเปลี่ยนกับญาติมานั่งคอย ส่วนนางอำไพ ชมรัตนสุวรรณ จาก กทม. ที่มาต่อคิวให้ลูกก็กล่าวว่า ส่งลูกเรียนกวดวิชาตั้งแต่ ป.5 จนถึงขณะนี้เรียนอยู่ชั้น ม.2 แล้ว เห็นลูกมีพัฒนาการที่ดีขึ้นมาก โดยเฉพาะสามารถไปสอบแข่งขันกับผู้อื่นได้ และเด็กชอบเรียนอยู่แล้ว ไม่ได้บังคับ เห็นลูกอยากเรียนก็ให้เรียน ดีกว่าไปทำอย่างอื่น ขณะที่เด็กบางรายที่มาเข้าคิวรอด้วยตัวเองบอกว่า มาเรียนตามเพื่อน และได้ยินชื่อเสียงของผู้สอน จึงอยากมาเรียน ต่อมาผู้สื่อข่าวเข้าไปสอบถามข้อเท็จจริงกับผู้บริหารโรงเรียนกวดวิชาบ้านคำนวณ ได้รับคำตอบจาก นายชินกิตติ์ สิริวันต์ ผู้จัดการโรงเรียนบ้านคำนวณ ว่า โรงเรียนเปิดรับสมัครนักเรียนมาตั้งแต่วันที่ 3 ธ.ค. ที่ผ่านมา เพื่อเรียนกวดวิชาในช่วงเดือน มี.ค., เม.ย., มิ.ย.-ก.ย.2549 และระหว่างวันที่ 9-11 ธ.ค.นี้ จะเป็นการรับสมัครนักเรียนเพื่อเข้าเรียนพิเศษในวิชาคณิตศาสตร์ของอาจารย์อรรณพ สุขธำรงค์ ซึ่งมีนักเรียนต้องการเรียนจำนวนมาก ทางโรงเรียนจะรับวันละ 3 รอบ รอบละ 50 คน ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองแห่กันมาเพื่อรับบัตรคิวก่อนเวลารับสมัครนานเกินไป จนต้องนอนค้างคืนที่หน้าโรงเรียน ซึ่งทางโรงเรียนไม่สามารถห้ามผู้ปกครองมารอก่อนเวลาได้ จึงพยายามอำนวยความสะดวก เช่น เปิดห้องน้ำของโรงเรียนให้ใช้ ทั้งขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจมาช่วยดูแลรักษาความปลอดภัยตอนกลางคืน โดยทางโรงเรียนจะแจกบัตรคิวในเวลา 06.30 น. วันที่ 11 ธ.ค. โดยไม่ต้องลงชื่อจอง ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ และเท่าที่ดูจำนวนผู้ปกครองที่มานอนรอรับบัตรคิว ทางโรงเรียนจะรับได้หมด แต่หากมีมากกว่าที่สามารถรับได้ ก็จะให้ผู้ปกครองเลือกเรียนกวดวิชากับอาจารย์คนอื่นๆแทน
ผู้จัดการโรงเรียนบ้านคำนวณกล่าวด้วยว่า อยากฝากถึงพ่อแม่ผู้ปกครองที่จะนำลูกมาเรียนกวดวิชาว่า ขอให้ดูว่าบุตรหลานตนเองมีความจำเป็นต้องเรียนกวดวิชาหรือไม่ ถ้าลูกมีความพร้อมแล้วก็ไม่จำเป็นต้องเรียนเพิ่ม ทั้งการเรียนต้องเป็นความสมัครใจของเด็กด้วย พ่อแม่ไม่ควรบังคับ
อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจโรงเรียนกวดวิชาแห่งอื่นๆ ในย่านเดียวกัน ก็พบว่ามีนักเรียนทุกระดับชั้นแห่ไปเรียนจนแน่นเช่นกัน เพียงแต่ส่วนใหญ่ได้นำระบบการชำระเงินค่าเรียน ผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ตและผ่านบัญชีธนาคารมาใช้ จึงไม่มีปัญหาการรอจองคิวให้เห็น แต่ก็ยังประสบปัญหาเรื่องการจัดคิวในการเข้าเรียน เนื่องจากส่วนใหญ่จะมีนักเรียนสมัครเข้าเรียนมากกว่าจำนวนที่ต้องการเปิดรับทั้งสิ้น
กระนั้นเมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามความคิดเห็นที่นักเรียนยังนิยมเรียนกวดวิชา ไปยังบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องการจัดการศึกษา ก็ได้รับการเปิดเผยจาก พ.ญ.กมลพรรณ ชีวพันธุศรี ประธานเครือข่ายพ่อแม่ผู้ปกครองเพื่อการปฏิรูปการศึกษา กล่าวว่า หากรัฐบาลจริงใจกับประชาชนและอยากปกป้องลูกหลานไทย ก็อยากเสนอให้ออกกฎหมายยกเลิกโรงเรียนกวดวิชาทุกวิชา ยกเว้นที่สอนด้านที่เกี่ยวกับความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ หรือความสามารถเฉพาะ เช่น ดนตรี ภาษา กีฬา หรือหากไม่สามารถทำได้ก็ควรมีมาตรการในการควบคุม ร.ร.กวดวิชา เช่น กำหนดช่วงเวลาเปิด-ปิด หรือรวมถึงการกำหนดค่าเล่าเรียนให้เป็นธรรมด้วย (บทความจาก เว็บไซต์ http://www.dek-d.com/board/view.php?id=887737 22/09/51 )
จากปรากฏการณ์ที่เด็กไทยหันไปใช้บริการโรงเรียนกวดวิชากันเป็นจำนวนมากนั้น ถือเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดและมหัศจรรย์ยิ่งนัก เพราะมีอัตราความนิยมที่สูงลิบลิ่ว กระทั่งกลายเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้จำนวนมหาศาล ขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นว่า ระบบการศึกษาในโรงเรียนมีข้อบกพร่องอย่างมากมาย
ทำให้กำเนิดโรงเรียนกวดวิชา จากรายงานการวิจัยของ รศ.ดร.ไพฑูรย์ สินลารัตน์ คณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง การกวดวิชาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในประเทศไทย บันทึกเอาไว้ว่าการกวดวิชาเริ่มต้นตั้งแต่สมัยพระนารายณ์มหาราช โดยชาวจีนที่มีฐานะดีได้จ้างครูจีนมาสอนภาษาจีนให้แก่บุคคลที่จะไปศึกษาต่อในประเทศจีน ส่วนโรงเรียนกวดวิชาเริ่มปรากฏเป็นหลักฐานชัดเจนเมื่อปี 2497 โดยถูกกำหนดไว้ใน พ.ร.บ.โรงเรียนราษฎร์ พ.ศ.2497 มาตรา 20(5) ให้มีโรงเรียนกวดวิชา จัดเป็นโรงเรียนเอกชนประเภทการศึกษาพิเศษ อย่างไรก็ตาม โรงเรียนกวดวิชาได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในช่วงปี 2520-2530 ซึ่งขณะนั้นพบว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยมีการแข่งขันกันสูงมาก ผู้ที่ต้องการสอบเข้ามหาวิทยาลัยต่างเรียนกวดวิชาเพิ่มเติมแทบทั้งสิ้น การกวดวิชาขยายวงกว้างมากขึ้นและส่งผลต่อการเรียนในโรงเรียนปกติ ทำให้เด็กไม่สนใจการเรียนในปีสุดท้ายก่อนการเอนทรานซ์ และก่อให้เกิดปัญหาครูในโรงเรียนเริ่มสอนในแนวกวดวิชามากขึ้น
ปี 2534 กระทรวงศึกษาธิการได้อนุมัติหลักการให้เปิดโรงเรียนกวดวิชาได้แต่อยู่ภายใต้กฎระเบียบที่รัดกุมทั้งสถานที่ ผู้บริหาร อาคาร ฯลฯ จากนั้นในปี 2542 หลังการประกาศใช้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542 ความสนใจเรื่องกวดวิชาของเด็กกลับเพิ่มมากขึ้นอีก กระทั่งปลายเดือนมกราคม 2544 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชนจึงได้ออกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการกำหนดมาตรฐานโรงเรียนเอกชนประเภทโรงเรียนกวดวิชาฉบับใหม่ขึ้น ซึ่งมีมาตรการเชิงความปลอดภัยและคุณภาพสมบูรณ์ขึ้น
ยอดคนติว 4 แสนต่อปี การกวดวิชาของเด็กไทยนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้ที่เรียนอ่อน แต่กลับพบว่าเด็กส่วนใหญ่ที่เรียนกวดวิชาเป็นเด็กที่เรียนเก่ง โดยมีเกรดเฉลี่ยอยู่ที่ 3.51-4.00 โดยมากเป็นเด็กนักเรียนสายวิทย์-คณิตฯ ซึ่งเด็กส่วนใหญ่ที่เรียนกวดวิชานั้น มีเป้าหมายอยู่ที่การสอบเอนทรานซ์ จากงานวิจัยของ รศ.ดร.ไพฑูรย์ เรื่อง การกวดวิชาฯ นั้น พบว่า นักเรียน ม.4 มีการกวดวิชาขณะที่เรียนอยู่ในชั้น ม.3 ร้อยละ 53.4 ของนักเรียนทั้งหมด ในขณะที่นักศึกษาในมหาวิทยาลัยปีที่ 1 มีการกวดวิชาขณะศึกษาอยู่ชั้น ม.6 ถึงร้อยละ 70.4 ทีเดียว แต่สำหรับภาพรวมของชั้นม.ปลายทั้งหมด พบนักเรียนเรียนกวดวิชาร้อยละ 54.3 โดยมีอัตราการเรียนกวดวิชาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในชั้นที่สูงขึ้น
ทั้งนี้ วิชาที่นักเรียน ม.ปลายส่วนใหญ่นิยมเรียนกวดวิชา ได้แก่ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ภาษาอังกฤษ ชีววิทยา สังคม และภาษาไทย ซึ่งนักเรียนแต่ละคนจะสละเวลาเล่นสนุกไปอยู่ในโรงเรียนกวดวิชาประมาณ 6-10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยเฉลี่ยนักเรียนแต่ละคนจะเรียนกวดวิชาประมาณ 4 วิชาต่อ 1 ปี โดยใช้เวลา 8 เดือนต่อปีในการเรียนกวดวิชา และจากการคำนวณทางสถิติประมาณการว่า มีเด็กนักเรียนจำนวนเกือบ 4 แสนคนที่พึ่งพาโรงเรียนกวดวิชาอยู่ สำหรับค่าเล่าเรียนกวดวิชาเฉลี่ยอยู่ที่ 2,000-3,000 บาทต่อคอร์ส ซึ่งอาจจะพบราคาค่าเล่าเรียนที่สูงกว่านี้ได้ในโรงเรียนกวดวิชาที่ค่อนข้างได้รับความนิยมจนมีชื่อเสียง โดยราคาในรอบสอนสดโดยอาจารย์ผู้สอนกับรอบที่ให้นักเรียน เรียนจากวิดีโอเทป แต่ละคอร์สจะแตกต่างกันประมาณ 500-1,000 บาท ซึ่งหากประมาณการค่าใช้จ่ายในการกวดวิชา เฉพาะของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายทั่วประเทศ มีเงินไหลเข้าสู่โรงเรียนกวดวิชาประมาณ 2,500 ล้านบาทต่อปีทีเดียว
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
